Blog

เศรษฐศาสตร์กับความรัก ฉบับรางวัลโนเบล

เศรษฐศาสตร์กับความรัก ฉบับรางวัลโนเบล

ในปีค.ศ. 2010 มีการมอบรางวัลโนเบลทางสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ให้กับ Peter Diamond, Dale Mortensen และ Christopher Pissarides 3 ผู้คิดค้นโมเดล DMP (DMP Model) ซึ่งเป็นโมเดลที่อธิบายเกี่ยวกับ “การค้นหาและการจับคู่” (Search and Matching Model) ที่เหมาะสมระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างในตลาดแรงงาน (Labor Market) ที่ต้องอาศัยทั้งความพยายามและเวลา

แต่ความพิเศษของโมเดล DMP ที่ว่านี้ยังสามารถนำไปใช้อธิบายเกี่ยวกับตลาดขายบ้าน เสื้อผ้า สินค้ามือสอง รวมไปถึงเรื่องการเลือกคู่ครองหรือการมีแฟนได้อีกด้วย ซึ่งตัว Diamond, Mortensen และ Pissarides เองก็ได้เอ่ยถึงประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน มาลองฟังกันมั้ยคะว่า พวกเขานำแนวคิดนี้มาประยุกต์กับเรื่องความรักในแง่ของการหาคู่ครองอย่างไร?

Romantic-couple-love-HD-wallpaper

1. การตามหาคนที่เหมาะกับเราต้องอาศัยเวลา “เสมอ” (Finding Mr./Mrs. Right takes time. Always)
กว่าคนๆ หนึ่งจะเจอ “คนที่ใช่” และเป็น “คนที่ใช่” ของกันและกันนั้น ไม่ต่างอะไรจากการค้นหาและจับคู่กันของลูกจ้างและนายจ้างที่เหมาะสม มันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายาม และบางทีอาจจะต้องใช้เงินด้วย ดังนั้น การนั่งรอคอยจะได้เจอคนที่เหมาะสมจึงไม่เพียงพอ เนื่องจากการจะเจอคู่ที่เหมาะสมตามมีตามเกิดนั้นมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก

2. ความล้มเหลวด้านเกิดขึ้นได้ (Shit happens.)
และมันจะทำให้ความสัมพันธ์ก็จะสิ้นสุดลง ซึ่งบางครั้ง สิ่งเหล่านี้ก็อาจเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น นายจ้างอาจประสบปัญหาในการบริหารจัดการ หรือลูกจ้างอาจประสบปัญหาสุขภาพ จึงทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีประสิทธิภาพในอดีต เกิดไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป

ความรักก็เช่นกัน ความรักของคนคู่หนึ่งอาจประสบปัญหาได้เมื่อเวลาผ่านไป และบางทีปัญหาเหล่านั้นก็ไม่ได้มาจากตัวคนสองคนด้วย และเมื่อปัญหาเหล่านั้นเข้ามามีอิทธิพลหรือเกี่ยวข้องกับความรักของคนทั้งสอง ความสัมพันธ์ที่เคยมีประสิทธิภาพจึงอาจกลายเป็นไม่มีประสิทธิภาพ และส่งผลให้ ต่างฝ่ายต่างก็เริ่มต้นกระบวนการค้นหาใหม่ เพื่อให้ได้คู่ที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

3. เมื่อไรก็ตามที่โลกนี้มีคนที่เหมาะสมกับเรารออยู่ ความเป็นโสดก็จะดำรงอยู่เสมอ (In a world where there is a match for everyone, there will still be singlehood.)
เมื่อการตามหางานที่เหมาะสมต้องอาศัยเวลา มันจึงเป็นเหตุผลที่นำมาใช้อธิบายเรื่องการว่างงานของคนในสังคม (ซึ่งคุณก็เห็นว่า ในประเทศเรา อัตราการว่างงานไม่เคยลดลง) เช่นเดียวกันนี้ การตามหาคนที่เหมาะสมนั้นก็ต้องใช้เวลา ทั้งความล้มเหลวก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอ แถมการตามหาคนที่เหมาะสมกับเราคนใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีก ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ในสังคมจะมีคนโสดอยู่เยอะแยะ เพราะคนโสดเหล่านั้นกำลังรอคนที่เหมาะสมนั่นเอง

4. สำหรับคู่ที่กำลังเริ่มต้น การอยู่กับคนๆ นี้ต้องดีกว่าการอยู่เป็นโสด แต่การจะคบกันได้ตลอดรอดฝั่งนั้น การอยู่กับคนๆ นี้ต้องดีกว่าการอยู่กับคนอื่น (For a couple to form, both must be better off than when single. And for a couple to remain, both must be better off than with the next best alternative.)

พูดง่ายๆ ก็คือ คู่รักที่ดีต้องมีสิ่งที่เสริมกันและกัน (generate surplus) เช่น ต่างฝ่ายต่างมีความสุข และจะต้องมีความสุขมากกว่าการคาดหวังในการตามหาคนใหม่ด้วย คล้ายๆ กับความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างที่ต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน และต้องดีกว่าที่จะได้รับจากลูกจ้างหรือนายจ้างคนอื่นด้วย ไม่งั้น หางานทำใหม่ (หรือหาแฟนใหม่) น่าจะดีและง่ายกว่า จริงมั้ยคะ?

(ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มใหม่อย่างไร ยังเจ็บกับรักครั้งเก่าอยู่ กดอ่านที่นี่)

5. บางครั้งเราตกลงเป็นแฟนกับคนบางคน เพราะเหนื่อยที่ต้องรอคอย อย่าทำเชียวนะ (Sometimes, people settle because they are tired of waiting. Don’t!)
สาเหตุที่บอกว่า อย่าตกลงคบกับใครซักคนเพราะเบื่อการรอคอย เพราะมันจะกลายเป็นการจับคู่ที่ไม่ยั่งยืน (unstable match) และการที่เราตกลงปลงใจกับใครซักคนไปแล้วเท่ากับว่า เรากำลังทำลายโอกาสที่ดีกว่าที่กำลังจะมาถึง (คิดดูสิคะ ใครจะอยากเข้าไปยุ่งกับคนที่มีแฟนละ?) มันไม่ต่างไปจากการตัดสินใจเซ็นต์สัญญาทำงานอะไรก็ได้ทั้งที่เราไม่ได้ชอบ แค่เพราะไม่อยากรอคอย ซึ่งงานใหม่ที่ดีกว่าจำนวนมากก็จะหายไปทันที

6. ความพยายามในการค้นหาจะให้ผลดีกว่าถ้าเรามีตัวเลือกมากๆ (The search effort pays off more if there are many competing partners.) ประเด็นนี้เป็นจริงสำหรับชายหรือหญิงก็ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนระหว่างเพศชายและหญิง (sex ratio) ของแต่ละสังคมด้วยนะคะ ถ้าเพศใดมีจำนวนน้อยกว่า เพศนั้นก็มีแนวโน้มที่จะมีอำนาจเหนือกว่า นี่เป็นเหตุผลเดียวกับที่ (โดยรวมแล้ว) นายจ้างมีอำนาจต่อรองในการจับคู่มากกว่าลูกจ้าง ก็เพราะนายจ้างมีจำนวนน้อยกว่าแรงงานนั่นเอง

7. บริษัทจัดหาคู่ (หรือพ่อสื่อแม่สื่อ)จะทำให้เราเจอคนที่เหมาะกับเราเร็วขึ้นและลดช่วงเวลาของการเป็นโสดลง (Dating agencies bring people together more quickly and reduce the incidence of singlehood.) แหม ขอดอกจันทร์ไว้ซัก 700 ดอก พวก Matchmaking หรือ Dating service ก็คล้ายๆ กับบริษัทจัดหางานแหละค่ะ แต่เงื่อนไขก็คือบริษัทเหล่านี้ต้องอยู่ในตลาดแข่งขันด้วย มิฉะนั้นแล้วบริษัทเหล่านี้ก็จะไม่แสวงหาคู่หรืองานที่ดีพอมาให้เรา

8. แฟนกันที่เข้ากันได้ดีจะนำไปสู่การแต่งงาน (The couples that form are best for the partners that make the proposal.)
และความที่ผู้ชายเป็นคนเสนอขอแต่งงาน ก็คล้ายกับนายจ้างที่เสมือนเป็นผู้เสนอสัญญาจ้างงาน ผู้ชายหรือนายจ้างจึงดูเหมือนว่ามีบทบาทมากกว่าในการสร้างความสัมพันธ์กับตัวผู้หญิงหรือลูกจ้าง ในโลกยุคใหม่ที่การคุ้มครองสิทธิแรงงานมีประสิทธิภาพ และสิทธิหญิงและชายเท่าเทียมกันนั้น ผู้หญิงก็ควรจะเป็นคนเอ่ยปากขอผู้ชายแต่งงานเพื่อรักษาดุลอำนาจของสิทธิเอาไว้ได้อย่างชอบธรรมเช่นกัน อย่าไปกลัว (ฮ่าๆ สาวๆ กล้ามั้ยคะ?)

9. ผู้หญิงจะได้ประโยชน์จากการแต่งงานมากกว่าผู้ชาย ถ้าเธอเรียนรู้ที่จะรอ (Women have a better outcome in marriage if they find a way to sweeten their wait.)
สมมติว่าผู้ชายเป็นคนขอแต่งงานและผู้หญิงเป็นฝ่ายตอบสนอง บทบาทของผู้หญิงจึงไม่ต่างไปจากลูกจ้างในตลาดแรงงาน แต่ลูกจ้างที่กำลังหางานที่เหมาะสมอยู่นั้น มีโอกาสที่ได้รับผลประโยชน์ในช่วงเวลาที่ว่างงาน (unemployment benefits) ซึ่งไม่สามารถหาได้ในช่วงเวลาที่มีงานทำแล้ว

ในเชิงของการมีแฟนนั้น ผู้หญิงแสวงหาความสุขบางอย่างได้ในช่วงโสด แต่หาโอกาสทำไม่ได้ในเวลาที่มีแฟนแล้ว เช่น ออกไปเม้าท์กับเพื่อนบ่อยๆ ไปปาร์ตี้ทุกวัน ออกเที่ยวไม่กลับบ้าน เป็นต้น ซึ่งความสุขของคนโสดเหล่านี้จะช่วยยืดระยะเวลาการรอคอยออกไป และทำให้เธอมีโอกาสได้เจอคู่ที่เหมาะสมมากขึ้น

10. พวกเขาจะมีผลได้ที่ดีขึ้น ถ้าพวกเขาตกลงและบังคับใช้ข้อตกลงร่วมกันว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ (They also have a better outcome if they agree and enforce collectively what they expect.)
นั่นคือ การทำตามข้อตกลงที่ได้เจรจาไว้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ลูกจ้างและนายจ้างอยู่กันไปได้นาน เช่นเดียวกันกับคู่หญิงชายที่มีการทำข้อตกลงสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันเอาไว้ก่อนเช่นกัน

นัยทางนโยบายที่สำคัญมากของ DMP Model ยังมีอีก 2 ประการ คือ (1) แบบจำลองยังช่วยอธิบายด้วยว่า ทำไมเมื่อเวลาที่เศรษฐกิจดี อัตราการมีงานทำจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากทั้งแรงงานกับนายจ้างต้องใช้เวลาค้นหาซึ่งกันและกัน

แต่เมื่อเศรษฐกิจเกิดวิกฤต ซึ่งก็คือมีปัจจัยภายนอกมากระทบ อัตราการมีงานทำกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เพราะผลิตภาพที่เคยมีในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่เหมาะต่อกันอีกแล้ว (เช่น ค่าจ้างสูงไป จำนวนแรงงานในสายการผลิตมากเกินไป) นั่นคือ ในตลาดแรงงานมีความอสมมาตร (asymmetric) ของการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการมีงานทำ (ในอีกด้านหนึ่ง การว่างงาน) ดำรงอยู่

ดังนั้น การค้นหาใครสักคนจนเจอ จึงต้องใช้เวลา แต่บางครั้ง คนอื่น ปัจจัยอื่น หรือสิ่งอื่นๆ กลับสามารถเข้ามากระทบจนทำให้ความรักระหว่างคนสองคนล่มลงอย่างรวดเร็วได้

(2) ในตลาดแรงงานนั้น ค่าจ้างดุลยภาพในงานประเภทเดียวกันไม่ได้มีค่าเดียว แต่จะมีเป็นช่วง เช่น เงินเดือนวิศวกรไม่ได้อยู่ที่สี่หมื่นบาท แต่จะอยู่ที่สามถึงห้าหมื่นบาท เป็นต้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแต่ละคนมีความอดทนหรือพยายามค้นหางานที่เหมาะสมไม่เท่ากัน คนจำนวนหนึ่งจึงยอมรับงานที่ตนเองไม่ได้ชอบ เพราะไม่อยากต้องรอคอย ค่าจ้างจึงมีหลากหลายแล้วแต่ความอดทนของแต่ละคน

ดังนั้น การมีแฟนของคนจำนวนมากจึงไม่มีความสุข หรืออาจมีความสุขไม่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากเหตุผลมากมาย แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะคนจำนวนหนึ่งนั้นมีแฟนเพียงเพราะไม่อยากเป็นโสด หรือคบกันเพียงเพราะไม่อยากรอคอยเท่านั้น

โดยสรุปก็คือ การค้นหาใครสักคนจนเจอ ต้องใช้ความอดทนและเวลา หากยังไม่เจอ แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเสนอแนะให้อดทนรอ ซึ่งอาจใช้ช่วงเวลาที่รอนี้หาความสุขตามประสาคนโสดไป

Noonswoon ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนเจอความรักดีๆ ที่เฝ้ารออยู่นะคะ

Credit: http://dateconomics.com/ และ http://setthasat.com/

I love writing about personal development and relationship advice. Would be great if I can be part of creating more love to the world :)

Share This Post